ฐานข้อมูลวิถีนาเกลือปัตตานี จัดทำขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษาในรายวิชา 724-329 NATURAL RESOURCES AND ENVIRONMENTAL CONSERVATION ทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อทำความเข้าใจเรื่องทรัพยากรธรรมชาติในเชิงระบบและเชื่อมโยงทั้งในมิติของบทบาทหน้าที่ทางนิเวศและสิทธิของชุมชน
ปัตตานีคือแหล่งผลิตเกลือคุณภาพแห่งเดียวของคาบสมุทรมลายู และที่ปัตตานียังเหลือแหล่งผลิตเกลือแค่ 2 แห่งเท่านั้นคือตำบลบานาและตำบลตันหยงลูโล๊ะ แต่ข้อมูลที่ได้มาครั้งนี้จะเป็นของตำบลบานา ซึ่งนาเกลือปัตตานียังได้ชื่อว่าเป็น”เกลือหวาน“ อีกด้วย โดยเกลือหวานจะมีรสชาติที่เค็มน้อยกว่าเกลือสมุทรและมีรสชาติที่กลมกล่อม และเกลือหวานก็ยังเป็นทุนทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของปัตตานีซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมาตั้งแต่ 300-400 ปีที่แล้วและตอนนี้ทุนวัฒนธรรมนี้กำลังจะหายไป เพราะคนรุ่นใหม่ๆไม่ค่อยสนใจในอาชีพนนี้ เนื่องจากอาชีพการทำนาเกลือต้องใช้ความอดทนสูงและต้องแลกกับระยะเวลายาวนานอยู่พอสมควรพร้อมกับวิธีการหลากหลายขั้นตอน ดังนั้นข้อมูลชุดนี้ทางผู้จัดทำข้อมูลหวังว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ที่สนใจจะศึกษาเรื่องราวของนาเกลือ
สารบัญ
ทุนทางทรัพยากรเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ช่วยให้มนุษย์สามารถผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการทำนาเกลือ และยังสามารถดำรงสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ทุนทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญกับวิถีนาเกลือมีดังนี้
ที่ดิน สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล และสภาพดินเป็นดินโคลนเลนจะกักเก็บน้ำได้ดี ซึ่งที่ดินที่ครอบครองเป็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี(อบจ.) ผู้ทำนาเกลือรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นแปลงใหญ่นาเกลือทะเล โดยได้จัดตั้ง 2 กลุ่มตามที่ตั้งของแปลง คือ แปลงใหญ่นาเกลือตำบลบานา และแปลงใหญ่นาเกลือตำบลตันหยงลูโล๊ะ ทั้งสองมีพื้นที่โดยรวมของทั้งหมด236 ไร่โดยทางอบจ.ให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่นาปีละ 400 บาท ชาวบ้านได้เช่าพื้นที่นเกลือเฉลี่ยประมาณ 4 ไร่ต่อคน
น้ำทะเล น้ำทะเลนี้ได้มาจากอ่าวปัตตานีซึ่งที่ตำบลบานาจะอยู่บริเวณปากแม่น้ำปัตตานี น้ำทะเลที่นี่จะทำให้เกลือมีรสชาติที่เค็มน้อยกว่าที่อื่นเพราะแม่น้ำปัตตานีมีต้นน้ำอยู่ในเทือกเขาสันกาลาคีรี อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ไหลผ่านเขื่อนบางลาง ผ่านจังหวัดปัตตานีและสิ้นสุดที่อำเภอเมืองปัตตานี มีค่าความเค็ม 0.10 ppt. จะสูบน้ำทะเลมากักเก็บน้ำไว้ในบ่อกักเก็บน้ำ 3 แปลง ก่อนที่จะเตรียมหน้าดินพร้อมทำนาเกลือและปล่อยน้ำที่กักเก็บไว้เข้าสู่หน้าดิน
แสงแดด จะทำให้น้ำทะเลเกิดการระเหยและเมื่ออากาศเย็นก็จะทำให้เกลือตกผลึก แสงแดดคือทุนทางธรรมชาติที่เราไม่ต้องสร้างขึ้นมา แสงแดดเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมากในการทำเกลือ เพราะถ้าไม่มีแสงแดดมันน้ำทะเลก็จะไม่สามารถกลายเป็นเกลือได้ ระยะเวลาในการผลิตจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม ถ้ามีฝนตกชุกจะไม่สามารถทำนาเกลือทะเลได้และต้องเริ่มทำนาเกลือใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบหรือถ้าน้ำทะเลท่วมเต็มนาเกลือก็ต้องเริ่มทำนาเกลือใหม่เช่นกัน
คนและองค์ความรู้ผู้ที่ทำนาเกลือจะต้องมีความรู้ในการทำนาเกลือและชำนาญเป็นอย่างมากทั้งความรู้ด้านอุปกรณ์ สภาพดิน น้ำ แสงแดด ฤดูกาล ลักษณะของน้ำที่พร้อมจะนำมาตกผลึก กว่าจะได้เกลือออกมาต้องใช้เวลานานขนาดไหน
คนที่ทำนาเกลือบานามีทั้งหมด 17ราย ทั้งหมดมี32แปลง คนที่ทำนาเกลือทั้งหมดเป็นคนจากตำบลบานา,ตำบลจือโร๊ะ,ตำบลปูยุด,ตำบลโคกโพธิ์,ตำบลยะรัง ฯลฯ คนที่ตำบลบานาที่ทำนาเกลือจะเหลือแค่ 2 ราย ในส่วนที่เหลือจะเป็นคนนอกพื้นที่ที่มาทำเกลือบานา ผู้ที่ทำนาเกลือมีอายุประมาณ 40-60 ปี ส่วนคนที่อายุน้อยกว่าเขาเริ่มที่จะไม่สนใจทำนาเกลือแล้ว เพราะเป็นงานที่ยาก ละเอียดอ่อน ซับซ้อน และงานหนักต้องทำกลางแดดจัด
จากคำบอกเล่าจากแบโอ๊ะผู้ให้สัมภาษณ์เราในวันนั้นได้บอกว่า แบโอ๊ะได้ความรู้สืบทอดมาจากพ่อ โดยเมื่อเวลาที่พ่อแบโอ๊ะไปทำนาเกลือแบโอ๊ะจะตามพ่อไปทำด้วย แบโอ๊ะได้เริ่มเรียนรู้การทำนาเกลือจากการสังเกตและได้ลงมือทำโดยใช้ระยะเวลาแค่ 1 ปีจึงสามารถทำนาเกลือเองได้ ตอนนี้แบโอ๊ะได้ทำนาเกลือมาเป็นระยะเวลา 4 ปีแล้ว ด้วยสภาพภูมิอากาศมีการแปรปรวนอย่างคาดการณ์ไม่ได้เนื่องจากมีฝนตกไม่เป็นไปตามช่วงฤดูกาล แบโอ๊ะเลยไม่สามารถที่จะคาดการณ์อะไรได้ จึงทำให้แบโอ๊ะต้องหารายได้เสริมโดยการไปขายน้ำอ้อยที่ตลาด
หลังที่เราได้รู้เรื่องราวนาเกลือคร่าวๆแล้วเราจะมาดูวิธีการทำนาเกลือกันต่อโดยจะเริ่มจากขั้นตอนการเตรียมน้ำ เตรียมดิน การผลิต และเก็บเกี่ยว